การกลับมา
28 นาที·38 ตอน
การเดินทางที่ควรจะสนุกสนานกับเพื่อนหลังสอบเสร็จ กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน เมื่อฉันบังเอิญไปพบเรือนไทยโบราณหลังหนึ่งกลางป่า และได้ปลุกคำสัญญาบางอย่างที่รอคอยการกลับมาของฉันมานานแสนนาน
เสียงสร้างด้วย uploaded · ใส่หูฟังเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด
เนื้อเรื่อง
ยังไม่ได้สร้างจังหวะให้เนื้อเสียงสวัสดีครับพี่... ผมชื่อเมย์นะครับ เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้เป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล มันเกิดขึ้นเมื่อประมาณสามสี่ปีก่อน ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยหมาดๆ เลยครับ
ช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่หลังสอบไฟนอลตัวสุดท้ายเสร็จ ผมกับเพื่อนสนิทในกลุ่มอีกสองคนคือไอ้บาสกับอีฟ เราวางแผนกันว่าจะไปเที่ยวพักผ่อนให้สมองโล่งๆ กันสักหน่อย เราเลือกไปกางเต็นท์กันที่อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในจังหวัดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ขับรถไปประมาณสามสี่ชั่วโมงก็ถึง เราอยากได้ฟีลแบบธรรมชาติบำบัด นอนดูดาวตอนกลางคืน ตื่นเช้ามาเจอหมอกอะไรทำนองนั้นครับ
เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ บรรยากาศบนรถก็คึกคักตามประสาวัยรุ่นเพิ่งเป็นไทจากห้องสอบ เปิดเพลงร้องกันลั่นรถ ผลัดกันขับผลัดกันหลับ จนกระทั่งบ่ายคล้อยๆ เราก็เริ่มเข้าใกล้จุดหมายปลายทาง แต่ด้วยความที่ไอ้บาสซึ่งเป็นคนขับในตอนนั้นมันมั่นใจในฝีมือตัวเองเกินไปหน่อย มันเลยลองใช้เส้นทางลัดที่จีพีเอสแนะนำว่าเป็นทางที่สั้นที่สุด ซึ่งเอาเข้าจริงมันคือหายนะดีๆ นี่เองครับ
ถนนที่เคยลาดยางอย่างดีค่อยๆ กลายเป็นถนนลูกรังสีแดงขุ่น สองข้างทางที่เคยเป็นบ้านคนก็เริ่มบางตาลง กลายเป็นป่ารกทึบสลับกับสวนผลไม้ที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมานาน แดดตอนบ่ายแก่ๆ ที่ส่องลงมามันไม่ได้ทำให้รู้สึกอุ่นใจเลยครับพี่ มันกลับทำให้ทุกอย่างดูเหลืองซีด แห้งแล้ง และน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก สัญญาณโทรศัพท์ก็ขาดๆ หายๆ จีพีเอสบนหน้าจอก็กลายเป็นแค่จุดนิ่งๆ บนพื้นที่ว่างเปล่า
"กูว่าเราหลงว่ะ" อีฟเป็นคนพูดทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงมันเริ่มเจือแววกังวล
"เออน่า เดี๋ยวก็เจอทางออกเองแหละ ทางนี้มันต้องไปทะลุถนนใหญ่ได้สิวะ" ไอ้บาสตอบกลับมา แต่น้ำเสียงมันก็ไม่มั่นใจเหมือนตอนแรก ผมที่นั่งอยู่เบาะหลังได้แต่ถอนหายใจ มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
แล้วผมก็เห็นมันครับ... ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ่ที่ขึ้นรกจนแทบจะกลืนกินทุกอย่าง ผมเห็นหลังคาเรือนไทยโบราณหลังหนึ่งโผล่พ้นยอดไม้ออกมา มันเป็นเรือนไม้สักทั้งหลัง ทรงไทยโบราณที่หาดูได้ยากในสมัยนี้ สภาพมันดูเก่ามาก แต่ก็ยังคงความสง่างามเอาไว้ได้อย่างน่าประหลาดใจ มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ลึกเข้าไปจากถนนที่เราอยู่น่าจะร่วมร้อยเมตรได้ มีทางเดินเล็กๆ ที่ถูกหญ้าขึ้นคลุมจนแทบมองไม่เห็นทอดเข้าไปหาตัวบ้าน
ไม่รู้อะไรดลใจผมเหมือนกันครับพี่ จู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนถูกดึงดูดอย่างรุนแรง ผมรู้สึกว่าต้องเข้าไปดูให้ได้ ต้องเข้าไปใกล้ๆ ให้ได้ "เฮ้ย จอดๆๆ" ผมตะโกนบอกไอ้บาส
"มีอะไรของมึงวะเมย์" มันหันมาถามอย่างหัวเสีย
"กูเห็นเรือนไทยว่ะ สวยฉิบหายเลย จอดแป๊บนึงดิ อยากลงไปถ่ายรูป" ผมพูดออกไปแบบนั้น แต่ลึกๆ แล้วมันมีความรู้สึกมากกว่าแค่อยากถ่ายรูป มันเป็นความรู้สึกโหยหา... คิดถึง... ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยมาที่นี่มาก่อนในชีวิต
ไอ้บาสกับอีฟมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายมันก็ยอมจอดรถข้างทางแต่โดยดี อาจจะเพราะอยากพักจากความเครียดเรื่องหลงทางด้วย พอรถจอดสนิท ผมก็รีบคว้ากล้องลงจากรถเป็นคนแรก กลิ่นแรกที่ปะทะจมูกคือกลิ่นดินชื้นๆ กลิ่นใบไม้แห้ง และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกอะไรสักอย่างที่ผมไม่รู้จักปนมาด้วย มันเป็นกลิ่นที่หอมเย็นๆ ชวนให้รู้สึกสงบอย่างประหลาด
"มึงจะเข้าไปจริงดิ ดูดิ รกจะตายห่า งูเงี้ยวเขี้ยวขอมีรึเปล่าก็ไม่รู้" อีฟพูดเตือน แต่ตอนนั้นผมไม่สนใจอะไรแล้วครับ ขาผมมันก้าวไปตามทางเดินเล็กๆ นั้นเองโดยอัตโนมัติ เหมือนมีใครจูงมือพาไป
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งเงียบลงเรื่อยๆ เสียงเครื่องยนต์ของรถที่จอดอยู่ไกลออกไปค่อยๆ จางหาย เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยได้ยินก็เงียบกริบ เหลือแต่เสียงฝีเท้าของผมที่ย่ำไปบนใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ ผมรู้สึกได้ถึงสายลมเย็นๆ ที่พัดมาปะทะหน้า ทั้งๆ ที่อากาศตอนนั้นมันร้อนอบอ้าว ผมได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาปนมากับสายลม... เป็นเสียงผู้ชาย ทุ้ม นุ่มนวล
*'กลับมาแล้วหรือ...'*
ผมชะงักไปแวบหนึ่ง หันซ้ายหันขวา แต่ก็ไม่เห็นใคร "บาส? อีฟ? พวกมึงแกล้งกูเหรอ" ผมตะโกนถาม แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา ผมเลยคิดว่าตัวเองคงหูแว่วไปเองเพราะความเหนื่อย
ผมเดินมาจนถึงหน้าชานเรือน มันเป็นเรือนไทยยกพื้นสูง มีบันไดไม้หลายขั้นทอดขึ้นไป ตัวไม้ที่เคยเป็นสีน้ำตาลเข้มตอนนี้กลายเป็นสีเทาซีด บางส่วนก็ผุพังไปตามกาลเวลา แต่โดยรวมแล้วมันยังแข็งแรงอยู่ ผมค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดไปตามน้ำหนักตัวของผม บนชานเรือนมีฝุ่นจับหนาเตอะ แต่แปลกที่ผมกลับรู้สึกว่าที่นี่ไม่ได้ถูกทิ้งร้าง มันเหมือนมีคนคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียว ผมรู้สึกถึงการมีอยู่ของใครบางคน... ผู้ชายคนหนึ่ง เขายืนอยู่ข้างๆ ผม ผมมองไม่เห็นเขา แต่ผม 'รู้สึก' ได้ถึงเขาครับพี่ เขากำลังมองผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความคิดถึง เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ชัดเจนกว่าเดิม เหมือนเขามากระซิบที่ข้างหูผมจริงๆ
*'พี่รอเจ้ามานานเหลือเกิน... เรือนหลังนี้ พี่สร้างไว้ให้เจ้า... ดีใจเหลือเกินที่เจ้ากลับมาหาพี่'*
แปลกมากครับพี่ ปกติผมเป็นคนขี้กลัวนะ แต่ตอนนั้นผมไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิดเดียว ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจ เหมือนได้กลับบ้านที่จากมานาน เหมือนได้เจอคนที่รอคอยมาทั้งชีวิต ผมรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ สมองมันเบลอๆ ใจมันมีแต่ความรู้สึกตื้นตันที่อยากจะอยู่ตรงนี้ อยากจะอยู่กับ 'เขา' ตลอดไป
"เมย์! มึงทำอะไรอยู่วะ! ลงมาได้แล้ว!" เสียงตะโกนของไอ้บาสฉุดผมออกจากภวังค์ ผมมองลงไปเห็นมันกับอีฟยืนหน้าตาตื่นอยู่ที่ตีนบันได "ไปกันได้แล้ว เดี๋ยวจะมืดค่ำอยู่ตรงนี้กันพอดี" มันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ผมไม่อยากไปเลยครับพี่ ผมอยากอยู่ที่นี่ ผมพยายามจะบอกเพื่อนว่าให้เข้ามาดูสิ ที่นี่สวยนะ ไม่ได้น่ากลัวเลย แต่คำพูดมันจุกอยู่ที่คอหอย ในใจลึกๆ มันมีเสียงหนึ่งค้านขึ้นมาว่า 'อย่าไปนะ อยู่กับพี่ที่นี่' ผมหันกลับไปมองบนเรือนอีกครั้ง แวบหนึ่ง... ผมเห็นเงาคนยืนอยู่ที่ขอบประตูครับ เป็นเงาดำๆ ของผู้ชายร่างสูง แต่พอผมกะพริบตา เขาก็หายไปแล้ว
สุดท้ายผมก็ต้องยอมเดินลงมาจากเรือนอย่างไม่เต็มใจนัก ผมรู้สึกเหมือนเด็กที่กำลังจะถูกพรากจากของรัก ผมเดินตามหลังเพื่อนไปอย่างอ้อยอิ่ง แต่แล้วผมก็รู้สึกถึงฝีเท้าที่เดินตามหลังผมมา... ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเพื่อนผมแน่นอน เพราะทั้งสองคนเดินนำหน้าไปไกลแล้ว เสียงฝีเท้านี้มันหนักแน่นและสม่ำเสมอ เป็นเสียงย่ำลงบนใบไม้แห้งที่ดังอยู่ข้างหลังผม ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
ผมไม่กล้าหันไปมองครับพี่ ขามันก้าวเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ยิ่งผมก้าวเร็วเท่าไหร่ เสียงนั้นก็ยิ่งใกล้เข้ามาเท่านั้น จนกระทั่งผมรู้สึกถึงความเย็นวาบที่ข้างตัวด้านขวา เหมือนมีคนมาเดินขนาบข้างผม แล้วมือของผม... มือขวาของผมที่แกว่งอยู่ข้างลำตัว ก็ถูกมือเย็นเฉียบของใครบางคนคว้าเอาไว้และบีบเบาๆ มันเป็นสัมผัสที่พยายามจะรั้งผมไว้ไม่ให้ไปไหน
'อย่าไป... อยู่กับพี่...' เสียงนั้นดังขึ้นในหัวผมอีกครั้ง มันไม่ใช่เสียงกระซิบอีกแล้ว แต่เป็นเสียงอ้อนวอนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"ผมต้องไปแล้ว... ครอบครัว... เพื่อนๆ รออยู่" ผมตอบออกไปเสียงสั่น ไม่รู้ว่าพูดกับใคร พูดทำไม แต่ผมรู้สึกว่าต้องพูด ผมพยายามจะสะบัดมือออก แต่เขาก็จับไว้แน่นขึ้น ผมรู้สึกเหมือนกำลังเล่นชักเย่อกับสิ่งที่มองไม่เห็นอยู่ครับ
พอเดินมาถึงรถ ผมรีบเปิดประตูแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งที่เบาะหลังอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกตอนที่ประตูปิดลงเหมือนเป็นการตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ไม่ใช่ครับ... ทันทีที่ผมนั่งลง ผมรู้สึกเหมือนร่างของเขาพยายามจะแทรกเข้ามาในตัวผมเลยพี่ มันไม่ใช่การนั่งอยู่ข้างๆ แล้ว แต่มันคือการ 'รวมเป็นหนึ่งเดียว' ผมรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านจากกลางหลังไปทั่วทั้งตัว เหมือนมีน้ำแข็งก้อนใหญ่มาวางอยู่กลางอก มันหนัก มันอึดอัด หายใจไม่ออก
ไอ้บาสรีบติดเครื่องแล้วเหยียบคันเร่งออกไปจากตรงนั้นทันที ยิ่งรถวิ่งห่างออกจากเรือนหลังนั้นมากเท่าไหร่ เสียงในหัวผมก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ มันเปลี่ยนจากเสียงอ้อนวอนกลายเป็นเสียงตะคอกที่เกรี้ยวกราด เต็มไปด้วยความโกรธและผิดหวัง
*'เจ้าจะทิ้งพี่ไปอีกแล้วหรือ! เหมือนที่เจ้าเคยทำ! คนทรยศ! เจ้าจะหนีพี่ไปไหนไม่พ้น! กลับมา!!!'*
เสียงนั้นมันดังจนผมต้องยกมือขึ้นมาปิดหู แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะเสียงมันดังมาจากข้างในหัวของผมเอง แล้วความรู้สึกเจ็บปวดก็เริ่มต้นขึ้นครับพี่ มันเป็นความเจ็บที่หน้าอกด้านซ้าย เจ็บเหมือนมีใครเอามือที่มองไม่เห็นล้วงเข้ามาในซี่โครงของผม แล้วกำรอบหัวใจของผมเอาไว้แน่น ก่อนจะเริ่มออกแรงบิดและดึงอย่างแรง!
"อ๊ากกกกกก! มันเจ็บ! เขาจะเอาหัวใจผมไป!" ผมกรีดร้องออกมาสุดเสียง น้ำตาไหลพราก ผมรู้สึกเหมือนร่างกายจะแหลกเป็นเสี่ยงๆ ความเจ็บปวดมันรุนแรงจนแทบขาดใจ ผมทุบไปที่หน้าอกตัวเองซ้ำๆ พยายามจะให้ความรู้สึกนั้นมันหายไป
ภาพที่เพื่อนผมเห็นตอนนั้นคือ ผมนั่งตัวสั่นเกร็งอยู่เบาะหลัง ตะกุยตะกายที่หน้าอกตัวเอง ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนคนเสียสติ พูดแต่ว่า 'เขาเอาหัวใจผมไปแล้ว... หัวใจผมไม่อยู่แล้ว...' ไอ้บาสตกใจมากจนต้องรีบจอดรถข้างทาง ทั้งมันทั้งอีฟพยายามเข้ามาปลอบผม แต่ผมไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ในหัวผมตอนนั้นมันมีแต่เสียงกรีดร้องที่โหยหวนของ 'เขา' ที่ค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนหัวใจทั้งดวงของผมถูกกระชากหลุดออกจากอกไปจริงๆ
หลังจากนั้นอีกเกือบสองชั่วโมงกว่าเราจะขับรถกลับมาถึงกรุงเทพฯ ได้ ตลอดทางผมนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น ผมเชื่อสนิทใจเลยครับว่าผมไม่มีหัวใจแล้ว ผมไม่มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว ผมเอามือวางที่หน้าอก แต่ผมไม่รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของมันเลย ผมเอานิ้วแตะที่ข้อมือ ที่คอ แต่ผมก็หาชีพจรของตัวเองไม่เจอ ผมขอให้อีฟช่วยจับให้หน่อย มันก็บอกว่า 'เต้นปกติเลยเมย์ มึงอย่าคิดมาก' แต่ผมไม่เชื่อมันครับ ผมรู้ว่ามันโกหกเพื่อปลอบใจผม
พอกลับถึงบ้าน สภาพผมดูไม่จืดเลยครับ พ่อกับแม่ตกใจมากที่เห็นผมร้องไห้ไม่หยุดแล้วก็เอาแต่พูดเรื่องหัวใจหายไป พี่สาวผมซึ่งตอนนั้นเรียนพยาบาลอยู่ปีท้ายๆ พยายามจะจับชีพจรผม แต่ผมก็สะบัดมือหนีแล้วบอกว่ามันไม่มีประโยชน์หรอก จนสุดท้ายแม่ต้องไปรื้อเอากล่องยา แล้วหยิบหูฟังของคุณหมอ (Stethoscope) ของพ่อออกมา พ่อผมเป็นหมอครับ แต่ท่านเสียไปหลายปีแล้ว
พี่สาวเอาหูฟังอันนั้นมาใส่ให้ผม แล้วเอาด้านที่เป็นตลับกลมๆ เย็นๆ มาวางบนหน้าอกของผม... ตรงตำแหน่งหัวใจ
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงหัวใจของผมเองดังเข้ามาในหู... ชัดเจนและหนักแน่น ผมถึงกับปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเป็นน้ำตาของความโล่งใจ ผมยังไม่ตาย... ผมยังมีหัวใจอยู่... หลังจากคืนนั้นผมก็ดีขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังนอนหวาดผวาอยู่เป็นอาทิตย์
เรื่องมันผ่านมาหลายปีแล้วครับพี่ ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผมก็ไม่เคยกลับไปเป็นคนเดิมอีกเลย ผมกลายเป็นคนขี้ระแวง กลัวความเงียบ กลัวการอยู่คนเดียว และที่สำคัญ... ผมรู้สึกว่าหน้าอกข้างซ้ายของผมมันมีช่องว่างอยู่เสมอ มันเป็นความรู้สึกว่างเปล่า โหวงๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไปจริงๆ
บางคืนที่เงียบสงัด... ถ้าผมตั้งใจฟังดีๆ ผมจะได้กลิ่นดอกไม้หอมเย็นๆ กลิ่นนั้นโชยมาตามลม และบางครั้ง... ผมก็เหมือนจะได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา... ที่เรียกชื่อผมด้วยความโหยหา... มาจากที่ไกลแสนไกล